ทำไมพระพุทธเจ้าชอบเทศน์เกี่ยวกับความตาย?
ทำไมพระพุทธเจ้าเทศน์เกี่ยวกับความตายเยอะแยะ เราจะพูดถึงเรื่องความตายกันไปทำไมกัน?
ชีวิตเป็นเรื่องเปราะบาง การใช้ชีวิตมาแล้วกว่า 20 30 40 แม้กระทั่ง 50 ปีอาจจะทำให้เราหลงลืมว่าไปเราอาจจะตายได้ทุกเมื่อ การพิจารณาหรือขอแค่ฉุกคิดถึงความตายขึ้นมานิดนึงก็ถือว่าดีแล้วแต่จะดีมากขึ้นไปอีกถ้าเราคิดต่อว่า เอ๊ แล้วถ้าเราตาย ก่อนตายจะทำอะไร ดังนั้นการตายไม่ใช่ประเด็น ประเด็นคือทำอะไรก่อนตาย
เราเสพอย่างเดียว
หาเงินอย่างเดียว
คิดแต่เรื่องผู้ชาย ผู้หญิงอย่างเดียว
คิดแต่เรื่องแมว!?
คือมันไม่มีอะไรผิดเพราะจริตคนมันไม่เหมือนกันแต่ต้องลองคิดเผื่อไว้ถึงชีวิตหน้าด้วยว่าสิ่งที่เราทำไว้ สร้างไว้ในชีวิตนี้มันจะมีผลอะไรติดไปในชีวิตหน้า
ติดสวย
ติดสุข
ติดsex
ติดการพนัน
ติดเอาแต่ได้ง่าย
ติดศูนย์กลางจักรวาล
ขนาดฟ้าใช้ชีวิตมาแค่ 38 ปี ยังติดโกรธ แล้วนอกนึงกว้างออกไปอีกว่าคนที่ไม่ตระหนักจะติดอะไร แล้วคนในชีวิตที่ผ่านๆๆๆๆมาจะติดขนาดไหน
ยากสุดคือยอมรับก่อนแหละว่าเราต้องตายและจะทำอะไรก่อนตาย
ถ้ายังคิดไม่ออก ขอให้ทุกคนโทรหาพ่อแม่ก่อนเลย บอกท่านว่ารักกินข้าวยัง ถ้ากลับบ้านไปกินด้วยได้ก็ไปแล้วก็พากันไปเที่ยว ทำบุญ เสร็จแล้วบริจาคเงินช่วยหมาแมวเสียหน่อย ไม่ศรัทธาพระสงฆ์ก็บ้านสงเคราะห์คนลำบากต่างๆก็ได้ แล้วก็มากรวดน้ำนึกถึงศัตรู คนที่เราไม่ชอบ พี่คนนั้นที่ทำงาน อีนั่นแฟนใหม่ของแฟนเก่า และกรวดให้ตัวเอง แล้วก็มาดูลมหายใจตัวเองสักนิดนึง
การตระหนักถึงความไม่แน่นอนของชีวิตอ้างอิงมาจากพระไตรปิฎก
มรณัสสติสูตร 2 พระพุทธเจ้าเทศน์ที่นาทิกคาม (คามแปลว่าหมู่บ้าน)
"เหตุแห่งความตายของเรามีมากหนอ คือ งูพึงกัดเรา แมงป่องพึงต่อยเรา หรือตะขาบพึงกัดเราเราพึงตายเพราะเหตุนั้น อันตรายนั้นพึงมีแก่เรา เราพึงพลาดล้มลง อาหารที่เราฉันแล้วไม่พึงย่อย ดีของเราพึงกำเริบ เสมหะของเราพึงกำเริบ หรือลมที่มีพิษของเราพึงกำเริบ เราพึงตายเพราะเหตุนั้น"
จริงๆยาวกว่านี้แต่สรุปมาว่าท่านยกตัวอย่างแหละว่าคนเรามันตายง่าย ถ้าถึงที่มันก็ตาย
สมัยนี้อาจจะแบบสะดุดท่อเอย เครนพระราม 2 ถล่มเอย ตายจากไมโครพลาสติก มะเร็งจาก pm2.5 เอย หรือเคสคุณเอนกหัวใจวายเอย ดีนะเป็นตอนนอนน่าจะไม่เจ็บ
ส่วนตัวขอตายสบายๆไม่เจ็บแบบคุณเอนก (คุณพ่อฟ้าเอง)
แต่เดี๋ยวก่อนพูดแบบนี้ก็อย่าจิตตกไปแล้วไปคิดแต่เรื่องไม่ดี ให้เปลี่ยนมุมที่มองอย่างนี้ว่า พระพุทธเจ้าท่านเทศน์ให้ระวัง ท่านเทศน์ต่อว่าถ้าคนมันตายง่ายก็ พึงละบาปอกุศลเสีย
"ภิกษุนั้นพึงทำฉันทะความพยายาม ความอุตสาหะ ความเพียร ความไม่ท้อถอย สติและสัมปชัญญะให้มีประมาณยิ่ง เพื่อละธรรมอันเป็นบาปอกุศลเหล่านั้น"
การพูดเรื่องความตายเยอะไม่ได้หมายความว่าเป็นซึมเศร้า
ส่วนตัวที่เคยเป็นซึมเศร้า ตอนนั้นมันจะไม่ได้อยากตื่น ไม่อยากอยู่ ไม่เอนจอยไลฟ์อ่ะ ตอนนี้คือตื่นไปยิม สนุกกับการทำงาน เล่นแมว อ่านสือ แวะไปคณะไปฟังผู้มีปัญญาคุยกันเราจะได้ต่อยอดอะไรได้บ้าง มีเป้าหมายในชีวิต แค่ช่วงนี้เปิดเฟสมาเจอแต่คนที่เกี่ยวข้องกับคนรู้จักตาย คิดเกี่ยวกับเรื่องนี้มันเลยรู้สึกว่าเอามาคุยกันดีกว่า อย่างน้อยก็มีประโยชน์ ได้เตือนกัน
สิ่งสำคัญของการพูดถึงความตาย ไม่ใช่เรื่องเมื่อไหร่จะตาย แต่คือก่อนตายเราทำอะไร
ตระหนักถึงความตายคือการบอกให้ไปใช้ชีวิต แต่เตือนถึงรูปแบบการใช้ชีวิตแบบพุทธคืออยู่ในศีล อย่าเบียดเบียนใคร ซึ่งจริงๆมันก็คือ global norm อ่ะทุกคน มันคือมาตรฐานของมนุษย์ที่น่าจะต้องดีกว่าเดรัจฉานแต่เรากลับเห็นความเลวร้ายที่มนุษย์กระทำต่อมนุษย์ด้วยกันและสัตว์น้อยใหญ่ การคอรัปชั่นเชิงระบบที่ทำให้เกิดฝุ่นpm หรือเรื่องอื่นเยอะแยะมากมาย อนิจจามนุษย์เรานั้นแท้จริงร้ายกว่าสัตว์เสียอีก
การพูดถึงความตาย เป็นคนละเรื่องกับการหมดอาลัยตายอยาก
การตระหนักถึงความตายคือการมสติรู้ตัว และเอาตัวเองอยู่ในความไม่ประมาท
ทางโลกๆก็คืออยากกินไรกิน อยากทำไรทำ ไปทะเล ไปดำน้ำ ไปกินมัทฉะ
ทางไม่โลกก็คือคิดเผื่อไว้หน่อยว่าชาตินี้อาจจะไม่ใช่ชาติสุดท้ายสำหรับคนไม่เชื่อก็อย่าใช้ชีวิตสุดเหวี่ยงมาก ติดสุขเกิน บุญไม่ทำ ประโยชน์เพื่อคนอื่นไม่มี ชาติหน้ามันเกิดเป็นหนอนเอา
ส่วนฟ้าที่เชื่อเรื่องชาติหน้าอยู่แล้วก็แค่เร่งทำประโยชน์ให้มันเข้มข้นขึ้นตามจริต นั่งสมาธิในห้องแอร์ ไปวัดมันร้อนน่ะซิสคนเยอะด้วย ไม่ถนัดใส่ชุดปฏิบัติธรรม ไปอินเดียทีเดียวหน้าหนาวดีกว่า ช่วยแมวเอย ค่าน้ำค่าไฟวัด จัดบวชเณรเอย ให้ทุนการศึกษาเด็กเอย งี้ คือการได้ใช้ทรัพยากรของตัวเองเพื่อประโยชน์ของคนอื่นที่ควรได้รับ (เนื้อนาบุญ) มันก็ต่อยอดหรือพัฒนาสังคมได้อีกแบบ