ทัวร์อินเดีย สังเวชนียสถาน 4 ตำบล + อชันต้า เอลโลร่า มุมไบ 10-21 ต.ค. 2569
ทัวร์อินเดีย 4 สังเวชนียสถาน + อชันต้า เอลโลร่า + มุมไบ
10-21 ต.ค. 2569
ทริปนี้จัดเที่ยวชมอารยธรรมพุทธครบ 2 ฝั่งประเทศ คือ สังเวชนียสถาน สถานที่ต้นกำเนิดพุทธศาสนา (ฝั่งขวา รัฐพิหารและรัฐอุตตรประเทศ)และวัดถ้ำอชันต้า เอลโลร่า + เที่ยวมุมไบ (ฝั่งซ้าย รัฐมหารัษฏระ) โดยเราจะบินไปฝั่งสังเวชนียสถานก่อน วนจนครบทุกสถานที่แล้วบินต่อมาฝั่งวัดถ้ำ อชันต้า 1 วัน เอลโลร่า 1 วัน ปิดท้ายด้วยบินไปเที่ยวมุมไบก่อนกลับไทยค่ะ
จุดเด่นของทริป
- ไปครบ จบอารยธรรมพุทธมรดกโลก ฝั่งต้นกำเนิดพุทธศาสนาและฝั่งพุทธศาสนากระจายตัวไปทั่วอินเดีย
- ตรงวันหยุดยาวและคร่อมเสาร์อาทิตย์ เดือนต.ค. 2569 /10,11,13,17,18 ต.ค. 2569
- ทัวร์พรีเมี่ยม ถนอมร่างกาย สะดวกสบาย ไม่ชะโงก ไม่ทุลักทุเล โรงแรมเลือกระดับดีมากทุกเมือง(ยกเว้นพุทธคยา พักวัดเนรัญชราวาส ดีกว่ารร.หลายที่บริเวณใกล้เคียงต้นโพธิ์ เดินทางไปต้นโพธิ์10นาที) ดูห้องพักวัดเนรัญชราวาสที่นี่
- บินไปกลับคนละเมือง ย่นเวลาการเดินทางเดินทางข้ามฝั่งด้วยสายการบินภายในรวม3 ไฟลท์ ประหยัดเวลานั่งรถไปวันละ 7-8ชม.ซื้อเวลา ซื้อสุขภาพหลัง ขาและคอบ่าไหล่ค่ะ
- กรุ๊ปขนาดกลาง คนไม่เยอะ ไม่วุ่นวาย ทีมดูแลทั่วถึง
- ทีมงานคุณภาพ วิทยากร จบปริญญาเอก Buddhist Studies University of Meerut หัวหน้าทัวร์ จบปริญญาโท คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ สาขาภาษาเอเชียใต้ บาลีสันสกฤต พุทธศาสน์ศึกษา ประสบการณ์การจัดทัวร์อินเดียเส้นทางพุทธ 12 ปี ไม่จัดประเทศอื่น จัดแต่เส้นทางนี้ค่ะ เรื่องการบริหารจัดการเชี่ยวชาญ เรื่องข้อมูลระดับวิชาการก็ได้เช่นกัน
- จุดด้อยของทริปไม่มี อาจจะใช้เวลาหลายวันหน่อยแต่ดีกว่าตัดวันแล้วไปชะโงกเอาหน้างาน ไปทั้งทีไปดีๆดีกว่าค่ะ

เส้นทางนี้จากจุดขวา โซนสังเวชนียสถาน ไปซ้าย โซนวัดถ้ำเดินทางด้วยรถ 24 ชม. เดินทางด้วยรถไฟ 12 ชม.
แต่เราบินภายในไปเพียงแค่ 4 ชม.ค่ะ
โปรแกรมการเดินทางโดยย่อ
10 ตค. 69 : กรุงเทพ - ปัตนะ - ไวสาลี พักผ่อน เดินทางทั้งวันแบบไม่เหนื่อยรอต่อเครื่องในสนามบินเย็นๆของกิน ของช้อปปิ้งเยอะแยะ
11 ตค.. 69 : ไวสาลี - กุสินารา (สถานที่ปรินิพพาน)- ลุมพินี (สถานที่ประสูติ)
12 ตค. 69 : กุสินารา -ลุมพินี(สถานที่ประสูติ)
13 ตค. 69 : ลุมพินี – สาวัตถี(เมืองที่จำพรรษานานที่สุด) - พาราณสี
14 ตค. 69 : สาวัตถี - พาราณสี (สถานที่แสดงปฐมเทศนา) -
15 ตค. 69 : พาราณสี -พุทธคยา (สถานที่ตรัสรู้)
16 ตค. 69 : พุทธคยา - ราชคฤห์ - นาลันทา (เมืองแรกที่พุทธศาสนาตั้งมั่น)
17 ตค. 69 : พุทธคยาเต็มวัน ให้เวลาที่ต้นพระศรีมหาโพธิ์เยอะหน่อยค่ะ
18 ตค. 69 : พุทธคยา - ออรังกบาด (บินภายใน)
19 ตค. 69: ถ้ำเอลโลร่า + mini ทัชมาฮาล
20 ตค. 69 : ถ้ำอชันต้า
21 ตค. 69 : ออรังกบาด - มุมไบ (บินภายใน) วัดพระพิฆเนศ ช้อปปิ้งย่านเก่าแก่ใจกลางเมือง - กลับไทย
การเดินทาง
สายการบิน+ไฟลท์
กทม.- ปัตนะ ไฟลท์ Indigo ไฟลท์ 6e1058 10.05-11.15 + 6e895 17.45-18.50 (น้ำหนัก 20 กก.)
คยา - ออรังกบาด Indigo ไฟลท์ 6e2416 12.25-14.10 + 6e2728 16.35-18.25 (น้ำหนัก 15 กก. สามารถซื้อเพิ่มได้)
ออรังกบาด -มุมไบ Indigo ไฟลท์ 6e626 07.15-08.15 (น้ำหนัก 15 กก. สามารถซื้อเพิ่มได้)
มุมไบ – กทม. การบินไทย ไฟลท์ TG318 23.20-05.00 ของวันที่ 22 ต.ค. 2569 (น้ำหนัก 23 กก. )
ฟ้าเลือกการเดินทางตอนกลางวัน ออกเช้าถึงบ่าย-เย็น เวลาที่อินเดียเร็วกว่าเรา 1.30 ชม. ร่างกายไม่ต้องปรับเวลามากนัก เดินทางตอนกลางวัน เข้าที่พักตอนเย็นๆนอนเต็มอิ่มก่อนเที่ยวเต็มวันในวันถัดไป ถนอมร่างกายค่ะ
บางไฟลท์แลดูต่อเครื่องนาน แต่มีเหตุผลเพียงพอที่จะทำให้เลือกไฟลท์นี้ อ่านต่อการเลือกใช้ไฟลท์สายการบินในทริปนี้ที่นี่ค่ะ
การใช้ชีวิต
พักโรงแรมอะไร ?
10 ตค. 69 : รร. Bandhan Resort
11 ตค.. 69 : รร. Om Residency
12 ตค. 69 : รร. Landmark
13 ตค. 69 : รร. Platinum Sravasti
14 ตค. 69 : รร. Buddha Lineage
15 ตค. 69 : วัดเนรัญชราวาส
16 ตค. 69 : วัดเนรัญชราวาส
17 ตค. 69 : วัดเนรัญชราวาส
18 ตค. 69 : รร. Fern Residency
19 ตค. 69: รร. Fern Residency
20 ตค. 69 : รร. Fern Residency
21 ตค. 69 : กลับไทย
โรงแรมที่ใช้ในทริป เป็นโรงแรมที่ดีที่สุดในตัวเลือกย่านนั้นๆ ห้องพักสะอาด อาหารอร่อย เชพทำอาหารไทยได้อร่อยเกือบจะเหมือนคนไทย เจ้าหน้าที่คุ้นเคยกับแขกชาวต่างชาติ
ดูข้อมูลที่พักและอาหารได้ที่นี่ค่ะ
การเข้าห้องน้ำ
ลืมภาพจำเดิมๆของอินเดียไปได้เลยค่ะว่าต้องฉี่กลางทุ่ง สมัยนี้ถนนดีขึ้นแล้ว เส้นทางที่เลือกในการวางโปรแกรมเดินทางทัวร์อินเดีย สังเวชนียสถานจะเจอวัดไทยและห้องน้ำเป็นระยะ เข้าได้แน่นอนค่ะ
ราคา
87,500- ( All inclusive ไม่มีการเรียกเก็บเพิ่ม )
สะพานบุญทัวร์ เลือกทุกอย่างเองค่ะ ออกแบบเส้นทาง รถ ที่พัก ไกด์และตารางเข้าแต่ละสถานที่ไม่อัด ฟ้าไม่ได้รับโปรแกรมสำเร็จรูปจาก Wholesale มา เมื่อเราไม่ได้ขายในปริมาณมหาศาลต่อ season จึงทำให้ราคาทุนสูงกว่า ยกตัวอย่าง เช่น การออกแบบเส้นทางที่คิดมาอย่างดี เจอจุดแวะพักที่เหมาะสม ไฟลท์ที่ฟ้าเลือก เดินทางกลางวัน บินเช้าถึงบ่าย ไม่ได้ประหยัดงบค่าที่พักโดยการเดินทางกลางคืนถึงเช้าแล้วเที่ยวเลยหรือนั่งรถไฟเพราะหากนั่งรถไฟอินเดีย เรานอนกันไม่ได้อยู่แล้วค่ะ ราคาไฟลท์จะสูงกว่าแต่เซพร่างกายค่ะ และที่สำคัญคือฟ้าจำกัดจำนวนสมาชิกต่อรอบ ตัวหารค่าใช้จ่ายต่างๆน้อยกว่าแต่แลกมาด้วยความสะดวกสบายและความไม่วุ่นวายเนื่องจากจำนวนสมาชิกไม่เยอะมากค่ะ
ราคารวม
- ค่าตั๋วเครื่องบินไปกลับและบินภายใน ไฟลท์ตามกำหนดการ
- ค่ารถบัสที่ใช้ในการเดินทางในอินเดียทุกเมือง
- ค่าที่พักทุกเมือง // ค่าอาหารทุกมื้อที่โรงแรม (ยกเว้นบางมื้อที่สนามบินและช่วงเวลาอิสระ)
- ค่าเข้าชมสถานที่ทุกเมือง (พิพิธภัณฑ์ โบราณสถาน วัดตามเมืองต่างๆ)
- ค่าวีซ่า 2 ประเทศอินเดีย เนปาล
- ค่าประกันการเดินทางวงเงิน1,000,000 บาท กรณีเสียชีวิตระหว่างการเดินทาง (ไม่รวมประกันความเสียหายของสิ่งของและประกันสุขภาพ)
ราคาไม่รวม
- ค่าทิปเจ้าหน้าที่ทัวร์(คนขับรถ เด็กรถ ไกด์อินเดีย เจ้าหน้าที่ยกกระเป๋าของวัด ตามความพึงพอใจ มีซองรวมให้ใส่ค่ะ
- ค่าน้ำหนักกระเป่าเดินทางโหลดใต้ท้องเครื่องที่เกินกว่าที่ระบุในกำหนดการ (แต่สามารถซื้อเพิ่มรายบุคคลได้ค่ะ)
- ค่าทำพาสปอต ค่าเดินในประเทศไทยในวันเดินทางไปและกลับ
- ค่าใช้จ่ายส่วนตัวอื่นๆ เช่น ค่าของฝาก เงินทำบุญ ค่าซิมโทรศัพท์
- ค่าประกันทรัพย์สินเสียหายจากการเดินทาง
ดูการอธิบายโปรแกรมแบบคลิปวิดีโอ
ใส่คลิป
เมื่อดูข้อมูลเบื้องต้นกันแล้ว เราก็ไปดูโปรแกรมการเดินทางและข้อมูลสถานที่ในทริป สังเวชนียสถาน+อชันต้า เอลโลร่า มุมไบ แบบละเอียดกันเลยค่ะ
โปรแกรมการเดินทางแบบละเอียด ทัวร์อินเดีย สังเวชนียสถาน + อชันต้า เอลโลร่า +มุมไบ
10-21 ต.ค.2569
วันที่ 1 : 10 ตุลาคม 2569 (เสาร์) : กรุงเทพ สุวรรณภูมิ - โกลกาต้า - ปัตนะ
| 07.00 |
หลังจากพบกับในกลุ่มไลน์ ทราบข้อมูลการเตรียมตัวอย่างละเอียดแล้ว เราก็พบกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ ประตู 9 ทีมรอรับที่สนามบิน แจกของ ติดแท็กกระเป๋า รอเข้าเช็คอินสายการบิน Indigo ไฟลท์ 6e1058 เราจะเดินทางไปยังโกลกาต้า เข้าประตูแรกของประเทศอินเดียค่ะ |
| 11.15 |
ถึงสนามบินโกลกาต้า ผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองที่สนามบินอย่างสบายใจ ทีมจะช่วยคุย ช่วยจัดการหน้างาน ดังนั้นท่านใดภาษาอังกฤษไม่คล่องไม่ต้องกังวลนะคะ เป็นธรรมเนียมของสะพานบุญทัวร์ ลูกทัวร์ออกมาก่อน หัวหน้าทัวร์คอยเก็บจนคนสุดท้าย หันมาทางไหนก็เจอหน้าทีมงาน สบายใจแน่นอนค่ะ เอกสารเตรียมให้ทุกอย่างค่ะ การเข้าเมืองวันแรกต้องทำอย่างไรบ้างเราแจ้งในกลุ่มอย่างละเอียดเพื่อการเตรียมตัวที่พร้อมที่สุด เพื่อผ่านกระบวนการทุกอย่างเรียบร้อยสาชิกรอต่อเครื่องสวยๆชิวๆ มีร้านกาแฟให้นั่ง มีร้านให้ดูของช้อปปิ้งฆ่าเวลาค่ะ |
| 18.50 |
ถึงสนามบินปลายทาง รับกระเป๋าและออกเดิทางต่อไปยังไวสาลี วันนี้ขอเดินทางทั้งวันเพื่อโปรแกรมที่กระชับกว่าในวันถัดไปนะคะ พอถึงที่พักทานข้าวเย็นขึ้นนอนพักผ่อนกันได้เลยค่ะ |
วันที่ 2 : 11 ตุลาคม 2569 (อาทิตย์) : ไวสาลี - กุสินารา
|
วันนี้เริ่มต้นเข้าชมสถานที่วันแรก ในเมืองไวสาลี ได้แก่สถานที่ดังต่อไปนี้
เสาอโศกนั้นเป็นจุดหมุดหมายสำคัญในการแสดงว่าสถานที่นี้คือสังเวชนียสถาน เสาอโศกสร้างโดยพระเจ้าอโศกมหาราช กษัตริย์ในราชวงศ์เมารยะ ช่วงยุคหลังพระพุทธเจ้าประมาณ 200-300 ปี ท่านเป็นกษัตริย์ที่มีคุณูปการยิ่งใหญ่ในพุทธศาสนาของเรา ในเส้นทางสังเวชนียสถาน เสาอโศกที่ไวสาลีเป็นต้นที่สมบูรณ์ที่สุด แต่เราจะไปเห็นหัวเสา แค่หัวเสาที่สมบูรณ์ที่สารนาถ พาราณสีกันค่ะ หลังจากนั้นเดินทางต่อสู่เมืองเกสรียา แวะชมมหาสถูปเกสรียา สถูปต้นแบบของบุโรพุทโธ ประเทศอินโดนีเซียในปัจจุบันและเดินทางต่อสู่กุสินารา
ช่วงเย็น เข้าทานอาหารและพักผ่อน ณ โรงแรม Om Residency |
ข้อมูลน่ารู้ตามเส้นทางสังเวชนียสถาน
กุสินารา ในสมัยพุทธกาลเป็นเมืองเล็กในแคว้นมัลละ แต่สมัยดั้งเดิมก่อนยุคพุทธกาลเป็นเมืองใหญ่มากชื่อเมืองกุสาวดี ปกครองโดยพระเจ้ามหาสุทัสสนะ ยิ่งใหญ่มากในช่วงนั้น ของวิเศษใดๆที่หาได้เป็นของพระเจ้ามหาสุทัสสนะหมด ซึ่งพระเจ้ามหาสุทัสสนะก็คือชาติภพก่อนๆของพระพุทธเจ้าและท่านก็กลับมาปรินิพพานที่กุสินาราแห่งนี้
ไวสาลี ชื่อเดิมก็คือไวสาลี ที่แห่งนี้คือต้นกำเนิดระบอบประชาธิปไตยแห่งแรกของโลก ไวสาลีเป็นเมืองหลวงของแคว้นวัชชี พระเจ้าอชาตศัตรูอยากได้วัชชีมานานมาก แต่ด้วยหลักธรรมและหลักการปกครองของเจ้าลิจฉวี (ชื่อของชนชั้นปกครองของวัชชี) จึงทำให้ตีไม่ได้เสียที จนพรรษาสุดท้ายของพระพุทธเจ้า พระเจ้าอชาตศัตรูส่งวัสสการพรามณ์ไปถามความเมือง จริงๆพระพุทธเจ้าไม่ได้แนะแต่ระดับที่ปรึกษากษัตริย์แค่นั่งฟังก็ได้ไอเดียจึงออกอุบายกับพระเจ้าอชาติศัตรูสุดท้าย วัชชีก็ตกเป็นของแคว้นมคธหลังจากพุทธปรินิพพาน
วันที่ 3 : 12 ตุลาคม 2569 (อาทิตย์) : กุสินารา - ลุมพินี
| ช่วงเช้า |
ทานอาหารเช้าที่โรงแรมและออกเดินทางสู่ด่านชายแดนอินเดีย เนปาล เสาโนรี ก่อนจะข้ามด่านแวะพักทานโรตีและเข้าห้องน้ำก่อนข้ามด่านที่วัดไทยนวราชย์รัตนารามหรือวัดไทย 960 เสร็จแล้วเดินทางไปด่านผ่านกระบวนการตรวจคนออกเมืองกันก่อนแล้วเดินทางไปสู่จุดหมายของเรา วันนี้จะมีรายละเอียดเกี่ยวกับการข้ามประเทศ ออกประเทศอินเดียและเข้าประเทศเนปาล ทีมจะคอยดูแลทุกคน ทุกขั้นตอนค่ะ แสตมป์เข้าประเทศเนปาลกันแล้วเราเดินทางไปยัง
จุดกึ่งกลางระหว่างบ้านพ่อและบ้านแม่ของเจ้าชายสิทธัตถะ กราบสักการะสถานที่ต่างภายในบริเวณและเดินทางกลับที่พักค่ะ |
| ช่วงเย็น | ทานอาหารเย็น พักผ่อนที่โรงแรม Landmark |
ข้อมูลน่ารู้ตามเส้นทางสังเวชนียสถาน
ลุมพินี ปัจจุบันอยู่ในเขตแดนของประเทศเนปาลแต่สมัยเดิมลุมพินีตั้งอยู่ในเขตแดนของอินเดียตั้งแต่สมัยอินเดียยังเป็นมหาชนบท (มหาชนบทแปลว่าเมืองเจริญ) ลุมพินีดั้งเดิมคือสถานที่บริเวณแคว้นสักกะบ้านเกิด บ้านพ่อของเจ้าชายสิทธัตถะ ถึงแม้ว่าปัจจุบันจะอยู่ในประเทศเนปาล เราก็จะมากราบกันค่ะ ราคาทัวร์รวมวีซ่าเนปาลแล้วค่ะ ลุมพินีไม่ใช่เมืองแต่เป็นสวนพักระหว่างเมือง ที่เจ้าชายสิทธัตถะมาประสูติที่ลุมพินีเพราะในสมัยพุทธกาลเป็นธรรมเนียมของหญิงที่จะเดินทางไปคลอดที่บ้านแม่ แต่พระนางสิริมหามายาไปไม่ทัน จึงทรงมีประสูติกาลที่สวนลุมพินี
วันที่ 4 : 13 ตุลาคม 2569 (จันทร์) : ลุมพินี - สาวัตถี
| ช่วงเช้า |
ทานอาหารเช้าและออกเดินทางไปกลับอินเดีย ผ่านกระบวนการเหมือนเมื่อวานและแวะพักทานโรตี เข้าห้องน้ำที่วัดไทย 960 กันอีกสักครั้ง เมื่อวานท่านใดยังไม่หนำใจกับ โรตีอารีดอย วันนี้มาแก้มือกันได้ค่ะ หลังจากนั้นเดินทางต่อสู่สาวัตถี มหานครคนดี สาวัตถีเป็นเมืองหลวงของแคว้นโกศล สมัยพุทธกาลสาวัตถีจึงเป็นเมืองใหญ่มีคนมาศัยอยู่มากมาย เจ้าครองแคว้นคือพระเจ้าปเสนทิโกศลผู้ซึ่งรักและศรัทธาในตัวพระพุทธเจ้ามาก จนอยากดองด้วยถึงขั้นส่งคนไปเจ้าหญิงจากแคว้นสักกะมาแต่งงาน จนสุดท้ายกลายเป็นโศกอนาฏกรรมล้างวงศ์วานของพระพุทธเจ้า มีรายละเอียดอีกมากมายไปฟังบรรยายกันบนรถค่ะ ที่นี่เป็นที่ที่พระพุทธเจ้าประทับนานที่สุดถึง 25 พรรษา จึงตรัสสอนพระสูตรมากมายที่นี่ เราจะไปกราบสักการะสถานที่สำคัญเหล่านี้
|
| ช่วงเย็น | ทานอาหารเย็นและพักผ่อน Hotel Platinum Sravasti |
ข้อมูลน่ารู้ตามเส้นทางสังเวชนียสถาน
สาวัตถี เป็นอีกเมืองที่ไม่ได้เป็นที่ตั้งของสังเวชนียสถาน แต่เป็นอีกเมืองสำคัญของประวัติศาสตร์พุทธศาสนา สาวัตถีอย่างที่กล่าวไปว่าเป็นเมืองหลวงของแค้นโกศล ในสมัยพุทธกาลโกศลเป็นแคว้นใหญ่พอๆกับมคธและมีความเกี่ยวข้อง เกี่ยวดองกับพระพุทธเจ้า ด้วยความที่ทรงประทับที่นี่นานถึง 5 พรรษา จึงเกิดเหตุการณ์ เกิดพระสูตรมากมายที่นี่ ดังนั้นสาวัตถีจึงเป็นเมืองที่พลาดไม่ได้ รวมถึงวัดเชตวันที่เราจะพาไปกราบสักการะ เป็นอีกวัดใหญ่ วัดดังเดิมในพุทธศาสนา การได้ไปกราบสักการะสักครั้งจึงเป็นโอกาสสำคัญของเรามากค่ะ
วันที่ 5 : 14 ตุลาคม 2569 (อังคาร) : สาวัตถี - พาราณสี
| ช่วงเช้า |
ทานอาหารเช้าและออกเดินทางสู่เมืองพาราณสี แห่งแคว้นกาสีในสมัยพุทธกาล พาราณสีเป็นเมืองใหญ่ ฐานที่มั่นสำคัญของศาสนาพระเวทที่ซึ่งต่อมาปรับตัวเป็นศาสนาฮินดู หลังจากตรัสรู้ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์แล้ว ทรงพิจารณาถึงคนที่จะสอนได้ และเล็งเห็นว่าเหล่าปัญจวัคคีย์นี้ล่ะที่มีธุลีในตาน้อยพอจะเข้าใจธรรมที่ทรงค้นพบจึงเดินจากพุทธคยามาพาราณสี พบปัญจวัคคีย์และเทศน์สอนธรรมบทแรก ธัมจักรกัปปวัตรสูตร (เราจะสวดมนต์บทนี้กันที่สถานที่จริง หัดสวดไปได้เลยนะคะ)
หลังจากนั้นพาท่านไปชมวิถีชีวิตชาวอินเดีย ที่ใช้ชีวิตแบบนี้มากว่า 4,000 ปี ณ ริมฝั่งแม่น้ำคงคา
|
| ช่วงเย็น | ทานอาหารเย็นและพักผ่อนที่โรงแรม Buddha Lineage |
ข้อมูลน่ารู้ตามเส้นทางสังเวชนียสถาน
พาราณสี เป็นเมืองสำคัญของโลกในแง่สังคม วัฒนธรรม อารยธรรม ที่นี่ถูกกครองสลับกันไปมาระหว่างเจ้านครฮินดูและอิสลามจนถึงช่วงอังกฤษ แม่น้ำคงคาเป็นไฮไลท์ของนักท่องเที่ยวทั่วโลก แต่ถึงแม้จะเป็น Top Destination ขนาดนี้ พระพุทธเจ้าเสด็จมาที่นี่แค่ครั้งเดียว อยู่จำพรรษาเดียวคือช่วงเวลาหลังจากตรัสรู้และมาโปรดปัญจวัคคีย์ หลังจากนั้นไม่เสด็จมาที่นี่อีกเลยค่ะ
วันที่ 6 : 15 ตุลาคม 2569 (พุธ) : พาราณสี - พุทธคยา
| ช่วงเช้า-บ่าย |
ทานอาหารเช้าและออกเดินทางสู่พุทธคยา สถานที่สำคัญของเราย้อนเส้นทางการเดินทางของพระพุทธเจ้า ท่านเดินเท้าจากพุทธคยาไปพาราณสีแต่เรานั่งรถจากพาราณสีไปพุทธคยาระหว่างจะผ่านบริเวณป่าฝ้าย สถานที่พบภัทวัคคีย์ที่มาฮันนีมูนกับภรรยา แต่มีท่านหนึ่งยังไม่แต่งงานจึงจ้างนางโสเภณีมาเอนเตอร์เทน จนเกิดเรื่องราววุ่นวาย แต่สุดท้ายบรรลุธรรมกันหมด หากถึงพุทธคยาเร็วจะพาไปกราบสักการะ สถูปบ้านนางสุชาดา ผู้ถวายข้าวมธุปายาส |
| ช่วงเย็น | ทานอาหารเย็น พักผ่อนที่วัดเนรัญชราวาส |
วันที่ 7 : 16 ตุลาคม 2569 (พฤหัส) : พุทธคยา - ราชคฤห์ - นาลันทา
| ช่วงเช้า |
ทานอาหารเช้าที่วัดเนรัญชราวาสและออกเดินทางไปยังเมืองราชคฤห์ซึ่งเป็นเมืองสำคัญมากในชีวิตของพระพุทธเจ้า ราชคฤห์แห่งนี้เป็นเมืองแรกในแดนพุทธภูมิที่พุทธศาสนาตั้งมั่นโดยมีพุทธสาวกคนสำคัญคือพระเจ้าพิมพิสาร ปาวารณาตัวเป็นพุทธศาสนิกชน ในราชคฤห์จึงมีสถานที่มากมายที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของพระพุทธเจ้าให้เราได้ศึกษาและกราบสักการะเช่น
ทานกลางวันกันที่วัดไทยสิริราชคฤห์และเดินทางต่อไปที่นาลันทา เมืองใกล้ๆเพื่อไปกราบสักการะ
เรื่องราวเหล่านี้แค่เกริ่นๆค่ะ พอไปถึงสถานที่จริงๆได้ฟังวิทยากรกันเพลินหู ดูข้างทางกันเพลินตาแน่นอนค่ะ |
| ช่วงเย็น | ทานอาหารเย็น และพักผ่อน ณ วัดเนรัญชราวาส |
วันที่ 8 : 17 ตุลาคม 2569 (ศุกร์) : พุทธคยาเต็มวัน
| ช่วงเช้า |
เนื่องจากพุทธคยาเป็นสถานที่หลัก จึงวางโปรแกรมให้มีเวลาที่พุทธคยาทั้งวันเพื่อเก็บสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับเจ้าชายสิทธัตถะก่อนตรัสรู้และหลังตรัสรู้ดังนี้
กลางวันกลับไปทานอาหารที่วัดเนรัญและทอดผ้าป่าบำรุงวัดและช่วงบ่าย ให้เวลาอิสระ ตารางสบายๆค่ะ
|
| ช่วงเย็น | ทานอาหารเย็น พักผ่อนที่วัดเนรัญชราวาส |
ข้อมูลน่ารู้ตามเส้นทางสังเวชนียสถาน
ราชคฤห์ไม่ได้เป็นที่ตั้งของสังเวชนียสถาน 4 ตำบลแห่งใดเลย แต่เป็นเมืองสำคัญมากในยุคพุทธกาลเพราะเป็นเมืองหลวงแห่งแคว้นมคธ 1 ในแคว้นมหาอำนาจในยุคนั้น ปกครองโดยพระเจ้าพิมพิสารพระเจ้าพิมพิสารเคยเจอเจ้าชายสิทธัตถะแล้วก่อนแล้วเมื่อครั้งทรงออกบวชและเดินมาจากกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ ด้วยวรรณะ ผิวพรรณ หน้าตา เมื่อมาถึงราชคฤห์ชาวบ้านก็อื้ออึงกันถึงความงามจนพระเจ้าพิมพิสารเสด็จไปพบพร้อมเสนอให้ออกจากเพศนักบวชแล้วมาช่วยกันปกครองแคว้นมคธ เจ้าชายสิทธัตถะทรงปฏิเสธไป พระเจ้าพิมพิสารจึทูลขอว่าหากทรงตรัสรู้ธรรมเมื่อใดให้มาโปรดท่านด้วย เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะตรัสรู้อนุตตระสัมมาสัมโพธิญาณใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์แล้ว ก็ทำตามคำมั่นที่ให้ไว้ทรงเสด็จกลับไปโปรดพระเจ้าพิมพิสาร และพุทธศาสนาก็ตั้งมั่นที่ราชคฤห์เป็นแห่งแรกในโลก นับจากนั้นเป็นต้นมา
วันที่ 9 : 18 ตุลาคม 2569 (อาทิตย์) : พุทธคยา - เดลี - ออรังบาด
| ช่วงเช้า |
ทานอาหารเช้าที่วัดและออกเดินทางไปยังสนามบินคยา เช็คอินสายการบินIndigo ไฟลท์ 6e2416 เดินทางไปยังนิวเดลี รอต่อเครื่องกับไม่นาน วันนี้อาหารกลางวันอิสระที่สนามบินและเดินทางต่อไปยังออรังกบาด ถึงออกรังกบาด พักผ่อนที่โรงแรม Fern Residency |
วันที่ 10 : 19 ตุลาคม 2569 (จันทร์) : ถ้ำเอลโลร่า มินิ ทัชมาฮาล
| ช่วงเช้า |
ทานอาหารเช้าที่โรงแรมและออกเดินทางสู่กลุ่มวัดถ้ำเอลโลร่า กลุ่มถ้ำเอลโลร่าได้ต้นแบบมาจากกลุ่มถ้ำอชันต้า ประกอบไปด้วยถ้ำของ 3 ศาสนาคือพุทธ ฮินดูและเชนเมื่อได้ต้นแบบมาจากอชันต้า ลักษณะองค์ประกอบของถ้ำจึงเป็นส่วนของวัดและที่พักของพระสงฆ์ กลุ่มถ้ำของพุทธจะอยู่จากถ้ำหมายเลข 1-12 ส่วนถัดมาจะเป็นวัดของฮินดูซึ่งสร้างขึ้นมาภายหลัง โดยมีถ้ำที่โดดเด่นมากคือถ้ำที่ 16 เขาไกรลาส เป็นลักษณะการเจาะภูเขาหินทั้งลูกลงไปเป็นวิหารในศาสนาฮินดู เราจะใช้เวลาที่นี่สบายๆไม่เร่งรีบค่ะ ทานอาหารกลางวันที่ร้านอาหารที่โรงแรมไกรลาสใกล้ๆถ้ำเอลโลร่า และช่วงบ่ายเดินทางไปชม Bibi ka Maqbara หรือมินิทัชมาฮาล สุสานฝั่งศพมารดาของพระเจ้าออรังคเซบ สร้างเลียนแบบทัชมาฮาลแห่งเมืองอักรา |
| เย็น | กลับมาทานอาหารเย็นและพักผ่อนที่โรงแรม Fern Residency |
วันที่ 11: 20 ตุลาคม 2569 (อังคาร) : ถ้ำอชันต้าเต็มวัน
| ช่วงเช้า |
วันนี้อุทิศให้ถ้ำอชันต้าค่ะ ทานอาหารเช้าและออกเดินทางกัน เตรียมหมวด ร่ม กระบอกน้ำให้พร้อม ถ้ำอชันต้าห่างจากเมืองออรังกบาดไปประมาณ 3 ชม. กลุ่มวัดถ้ำอชันต้าเป็นวัดถ้ำเก่าแก่ที่สวยงามที่สุดในแถบอินเดีย ถูกสร้างขึ้นโดยการขุดเจาะภูเขาลงไปเป็นวัด สถานที่สวดมนต์ ประกอบพิธีสงฆ์ และวิหารสถานที่จำวัดของพระสงฆ์ในสมัยนั้น ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อปีค.ศ.1983 ประกอบไปด้วยถ้ำ 28 ถ้ำ มีอายุกว่า 2,000 ปีสร้างขึ้นโดยประมาณ พ.ศ.700-1300 ก่อนถูกทิ้งร้าง และถูกค้นพบโดยบังเอิญโดยคณะล่าสัตว์ชาวอังกฤษ ถ้ำอชันต้า เป็นต้นแบบการขุดเจาะภูเขาเป็นศาสนสถาน โดยมีความโดดเด่นด้านสถาปัตยกรรมและภาพเขียนสีผนังสมัยโบราณ ซึ่งภาพวาดเหล่านั้นล้วนเป็นเรื่องราวเกี่ยวพุทธประวัติและพระโพธิ์สัตว์ของมหายาน เป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่าพุทธศาสนาตั้งมั่นอยู่บริเวณแถบนี้มาก่อนเมืองออรังกาบาดจะถูกปกครองโดยศาสนาอิสลาม นำโดยราชวงศ์โมกุล เราจะใช้เวลาที่นี่เต็มที่ในการเดินชมภาพเขียนและสถาปัตยกรรมซุ้มประตูที่แกะสลักด้วยมือคนเป็นๆสวยๆกันตามสบาย ค่อยๆเดินค่ะ ไม่รีบ ช่วงเที่ยงทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร และเดินทางกลับสู่เมืองออรังกาบาด ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชม. |
| ช่วงเย็น | ทานอาหารเย็นและพักผ่อน โรงแรม Fern Residency |
วันที่ 12 : 21 ตุลาคม 2569 (อังคาร) : มุมไบเต็มวัน - กทม.
| ช่วงเช้า |
เช็คเอ้าท์ที่โรงแรมและออกเดินทางไปยังสนามบินออรังกบาด เดินทางไปยังมุมไบ วันนี้ทานอาหารแบบแพ็คจากโรงแรม สามารถหากาแฟรองท้องกันได้ที่สนามบินค่ะ เมื่อถึงมุมไบเราจะเดินทางไปยัง
ช่วงกลางวันให้เวลาอิสระ ทานข้าวและช้อปปิ้ง ณ colaba causeway ย่านเมืองเก่าของมุมไบ และนัดจุดนับพบเพื่อไปทานอาหารเย็นที่โรงแรมใกล้สนามบิน |
| ช่วงเย็น |
ทานอาหารเย็น แพฌคกระเป๋ากันอีกรอบก่อนออกเดินทางไปสนามบิน ฉันตราปาตี ศิวจี มุมไบ เช็ตอินสายการบินไทย ไฟลท์ TG318 |
| 23.20 น. |
ออกเดินทางสู่กทม. ถึงสนามบินสุวรรณภูมิ 05.05 น. ของวันที่ 22 ต.ค. 2569 โดยสวัสดิภาพค่ะ |